NEWS
  • จิตอิสระ วิญญาณตรัสรู้ พบ คุณสิริ (อนันดารายา) อยากรู้ไหมว่า จิตอิสระ วิญญาณตรัสรู้ เป็นอย่างไร ชีวิต ของคุณสิริ ก่อนเขียนหนังสือเล่มใหม่ พบแง่มุมใหม่ที่น่าสนใจ จัดเต็มแบบไม่มีตัด
  • สิ่งที่ไม่เห็น ใช่ว่าจะไม่มี เรื่องของพลังงาน และสิ่งต่างๆ รอบตัวเราก็อาจมีพลังบางอย่าง พบกับ FB live สุดพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม 2564 เวลา 3 ทุ่ม Magic Stones เรื่องราวของผู้ชื่นชอบ พลังของหินและ คริสตัล และเรื่องราวมุมมองการใช้ชีวิตของชาวต่างชาติ ที่หลงไหลเมืองไทย Guest speaker Mr. Amihai Agou from Israel Subject Magic Stones @ Koh Phangan
  • พระสูตรที่ 16 “ยามใดก็ตามที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหลอมรวม เข้าด้วยกัน ชั่วพริบตาที่สัมผัสถึงภาวะไร้พลังนี้ จุดศูนย์กลางย่อมเต็ม เปี่ยมไปด้วยพลัง”  เราถูกแบ่งออกเป็นจุดศูนย์กลางกับขอบนอก ร่างกาย คือส่วนที่เป็นขอบนอก เรารู้จักร่างกาย รู้จักขอบนอกดี เรารู้ถึงบริเวณ รอบนอก แต่เราไม่รู้ว่าจุดศูนย์กลางอยู่ที่ไหน ยามใดที่ลมหายใจออก หลอมรวมกับลมหายใจเข้า ยามใดที่มันกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ยามใดที่ เธอบอกไม่ได้ว่า มันคือลมหายใจออกหรือลมหายใจเข้า ยามใดที่ยากจะ ขีดเส้นแบ่ง หรือให้นิยามได้แน่ชัดว่า ลมหายใจกำลังแล่นออกหรือแล่น เข้ากันแน่ ยามใดที่ลมหายใจแทรกซึมเข้ามาและเริ่มเคลื่อนออกไป นั่นคือ ชั่วขณะแห่งการหลอมรวมกัน ซึ่งไม่ใช่ทั้งแล่นออกหรือแล่นเข้า ลมหายใจ นั้นสถิตมั่นอยู่กับที่ ขณะที่มันเคลื่อนออกไป มันก็คือพลวัต ขณะที่มัน
  • พระสูตรที่ 15 “ในยามที่ลมหายใจวกจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน และอีกครั้งหนึ่ง ใน ยามที่ลมหายใจเวียนจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง โดยผ่านช่วงพลิกผันทั้งคู่ จงตระหนักรู้”  นี่ก็เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนไปเล็กน้อย จุดเน้นในตอน นี้ ไม่ได้อยู่ที่ช่องว่าง แต่อยู่ที่ช่วงพลิกผัน ลมหายใจเข้าและออกนั้น ก่อให้ เกิดวงกลมขึ้น พึงระลึกไว้ว่าลมหายใจเข้าและออกนั้นไม่ใช่เส้นขนานสอง เส้น เรามักจะนึกถึงลมหายใจว่าเป็นเส้นขนานสองเส้น คือลมหายใจเข้า เส้นหนึ่งกับลมหายใจออกอีกเส้นหนึ่งเธอคิดว่ามันเป็นเส้นขนานกันอย่าง นั้นหรือ มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ลมหายใจเข้าก็คือครึ่งหนึ่งของวงกลม ส่วนลมหายใจออกก็คืออีกครึ่งที่เหลือนั่นเอง
  • พระสูตรที่ 14 (Part 1) ชุดพระสูตร ว่าด้วยเรื่อง “ลมหายใจสะพานทอดสู้ห้วงเอกภพ” บทนำ สัจธรรมดำรงอยู่ที่นี่เสมอมา มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หาใช่สิ่ง ที่จะได้มาในอนาคตไม่ ณ ที่นี่และขณะนี้ เธอคือสัจธรรม ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงไม่ใช่สิ่งที่จะต้องสร้างขึ้น ประดิษฐ์ขึ้น หรือแสวงหา ทำความเข้าใจ ตรงจุดนี้ให้กระจ่างชัด แล้วอุบายวิธีเหล่านี้จะง่ายต่อการเข้าใจ และง่าย ต่อการปฏิบัติอีกด้วย จิตใจ คือ กลไกของความปรารถนา จิตใจมีความต้องการอยู่ ตลอดเวลา กล่าวคือ มักจะแสวงหาหรือเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างอยู่ เสมอ จิตใจมักจะมีเป้าหมายในอนาคต โดยไม่นำพากับปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย ในสภาพเช่นนี้ จิตใจไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เพราะปราศจากช่องว่าง จิตใจต้องการอนาคตเพื่อที่จะเคลื่อนไหว มันสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งใน อดีตหรืออนาคต แต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะ ปรา ศจากช่องว่าง สัจธรรมดำรงอยู่ในปัจจุบัน ส่วนจิตใจนั้น มักจะดำรง อยู่ในอนาคตหรือในอดีตด้วยเหตุนี้ ระหว่างจิตใจกับสัจธรรมจึงไม่เคย มีการบรรจบกัน...
  • Water Therapy คืออะไร การบำบัดด้วยน้ำ เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณอย่างไร มาพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้น้ำบำบัดเพื่อจิตวิญญาณ จากเกาะพงัน วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2564 #น้ำ ที่ใครๆก็รู้จัก ที่เราใช้ดื่ม ใช้ล่าง ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่หรือไม่ว่า "น้ำ" มีความมหัศจรรย์อะไรมากกว่าที่คุณคิด ขอเชิญพบกับ Mr.Offer Rosenthal from Israel กับหัวข้อ Water therapy  Aquatic Healing path
  • พระสูตรที่ 13 “จุดมุ่งหมายและความปรารถนาดำรงอยู่ในตัวเราเช่นในบุคคลอื่น พึงรับรองเยี่ยงนี้ แลปล่อยให้สิ่งเหล่านี้แปรสภาพ” อุบายวิธีนี้จะช่วยเอื้อประโยชน์ได้มากทีเดียว ยามที่เธอมีโทสะ เธอมักจะหาเหตุผลรองรับโทสะของเธอทว่าครั้นมีใครเดือดดาล เธอก็มักจะติเตียน ความเดือดดาลของเธอคือเรื่องปกติวิสัย ทว่าความเดือดดาลของผู้อื่น”เป็นความวิปริตเลวทราม” สิ่งใดก็ตามที่เธอกระทำล้วนดีงาม หรือมาตรแม้นจะมิใช่สิ่งดีงาม ก็เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องกระทำ” เธอมักจะเสาะหาความชอบธรรมบางอย่างแก่มันเสมอ
  • สรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นขั้ว และจิตก็ขยับย้ายจากสภาพขั้วหนึ่งสู่อีกขั้วหนึ่ง ไม่เคยคงอยู่ในระหว่างกลางเธอเคยรู้ถึงชั่วขณะใดบ้างที่เธอทั้งไม่สุขสบายหรือเศร้าหมอง เธอเคยรู้ถึงช่วงขณะใดบ้างที่เธอทั้งไม่มีพลานามัยสมบูรณ์หรือเจ็บไข้ได้ป่วย เธอเคยสัมผัสถึงวินาทีใดบ้างที่เธอไม่เป็นทั้งสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยามที่เธอเพียงดำรงอยู่ในระหว่างกลางคงที่อยู่กึ่งกลาง ณ จุดกึ่งกลางพอดิบพอดี จิตนั้นไหลแล่นอย่างฉับพลันจากขั้วหนึ่งสู่อีกขั้วหนึ่ง หากว่าเธอเป็นสุข ไม่ช้าก็เร็วเธอก็จะบ่ายมุ่งสู่ทุกข์  และเธอจะบ่ายมุ่งไปโดยพลันความสุขจะอันตรธานไป และเธอก็จะเป็นทุกข์
  • พระสูตรที่ 11 “สิ่งที่ขนานนามว่าเอกภพนี้ ปรากฏขึ้นเสมือนดั่งมายากล หรือ ภาพยนตร์ พึงพิศดูเยี่ยงนี้ ย่อมบังเกิดสุขล้ำ โลกทั้งมวลนี้เป็นเช่นละคร ฉะนั้น อย่าได้เคร่งเครียดมันเกินเหตุ ความเคร่งเครียดจะลุกไล่เธอให้อับจนเธอจะตกถลำสู่ความยุ่งยาก จงอย่าคร่ำเคร่งจริงจังกับมัน ไม่มีอะไรหรอกพี่จริงจัง โลกทั้งมวลนี้เป็นเพียงละครเท่านั้น หากเธอสามารถมองโลกทั้งมวลเป็นเช่นละคร เธอย่อมหวนคืนสู่จิตสำนึกดั้งเดิมอีกครั้ง เหตุที่ธุลีมาทับถมเพราะเธอสุดแสนจะเคร่งเครียด ความเคร่งเครียดก่อให้เกิดปัญหา และเราจริงจังกระทั่งว่าแม้ในระหว่างที่ชมละคร เราก็สั่งสมธุลีไว้ ลองไปภาพยนตร์แล้วจับตามองผู้ชมสิ ไม่ต้องมองจอภาพ ลืมภาพบนจอไปเสีย ไม่ต้องมองจอภาพ ให้คอยจับจ้องเฉพาะผู้ชมในโรงเท่านั้น มีบางคนกำลังสะอึกสะอื้น น้ำตาร่วงพรู บางคนกำลังหัวเราะร่า บ้างก็มีอาการกระสันรัญจวน ให้คอยจับจ้องเฉพาะบุคคลเท่านั้น พวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น ที่สำคัญคือบนจอภาพหามีสิ่งใดไม่ มีเพียงภาพ ภาพของแสงและเงาล้วนๆ จอภาพนั้นว่างเปล่า....
  • ในยามที่ความปรารถนาเข้าครอบงำเธอ เธอจะเกิดความระส่ำระสาย แน่ล่ะ มันเป็นเรื่องปกติวิสัยเมื่อความปรารถนายึดกลุ่มเธอไว้ จิตของเธอจะเริ่มไหวระรัว เกิดเป็นระลอกคลื่นมากมายบนผิวหน้า ความปรารถนาฉุดลากเธอไปที่ไหนสักแห่งในอนาคต อดีตก็ผลักรุนเธอสู่ที่ใดที่หนึ่งในอนาคต เธอมีอาการแกว่งกระเพื่อมไม่สงบรำงับเอาเลย เหตุฉะนี้ความปรารถนาจึงเป็นความไม่สงบระงับนั่นเอง
  • พระสูตรที่ 10  ” ในห้วงอารมณ์แห่งความปรารถนาอันแรงกล้า จงสงบนิ่งไม่ไหวคลอน “ บทนำ; อุบายในการเป็นสักขีต่อรูปเงาชีวิตอันดูไหลเนื่อง จิต เดิมแท้นั้นเป็นเสมือนกระจกเงา กล่าวคือบริสุทธิ์ และยังคงบริสุทธิ์อยู่เช่นเดิม ทว่าธุลีสามารถไปจับบนนั้นได้ ความบริสุทธิ์ไม่ได้สูญหายไปไหน ธุลีมิอาจทำลายความบริสุทธิ์ได้ แต่ทว่าความบริสุทธิ์สามารถจะโดนบดบังได้ นี่แหละคือสภาพของจิตธรรมดาทั่วไป คือถูกปลุกคลุมด้วยธุลี แม้จะถูกกลบซ่อนไว้เบื้องหลังธุลี จิตเดิมแท้ก็ยังคงบริสุทธิ์อยู่ไม่คลาย มันไม่อาจมีมลทินได้ นั่นเป็นไปไม่ได้เลย หากมีช่องทางจะแปดเปื้อนมลทินแล้ว คงไม่มีหนทางใดที่เราจะหวนคืนสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้ง ในตัวมันเองนั้น ยังคงบริสุทธิ์เช่นเดิม เพียงถูกควบคุมด้วยธุลีเท่านั้น
  • Spiriitual backpacker" การเดินทางของจิตวิญญาณจากนักbackpacker ตัวจริง ค้นพบเส้นทางเดินที่น่าสนใจจากชีวิตนักเดินทาง กับชีวิตที่อยู่ด้วยปัจจุบันขณะไม่ต่างกับนักบวช ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงสภาวะตื่นรู้ทางจิตวิญญาณได้ ไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนา มันเป็นไปได้จริงหรอ? มีแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ
  • การละวาง : ทิพยศาสตร์การกระทำการในโลกอย่างไม่เห็นแก่ตัวและไม่ยึดมั่น อรชุนทูลถาม ( ภควันกฤษณะ) : ข้าพระองค์ใคร่รู้ความหมายที่แท้จริงของการ สันยาสะ (การเลิกละ ) และ ตยาคะ (การสละวาง )และความแตกต่างระหว่างคุณธรรมทั้งสองนี้  ศรีภควัควันตรัส : นักปราชญ์เรียก การละการกระทำด้วยความอยากว่า “สันยาสะ “  ผู้มีญาณปัญญาประกาศว่า การละผลแห่งการกระทำ คือ “ตยาคะ”  ในภาษาทั่วๆ ไป ทั้งมสันยาสะ และตยาคะ หมายถึง การเลิกละ คือ การสละวัตถุสิ่งของและการแสวงหาทั้งหลาย แต่คีตาได้อธิบายลึกซึ้งถึง การเลิกละที่แท้จริง ว่า ไม่ใช่แค่การสละทางวัตถุ ทว่าจิตต้องหมดความยึดมั่น
  • ผู้มีสัตตวคุณ บูชาเทวดา ผู้มีรชคุณ บูชายักษ์และรากษส ส่วนผู้มีตมคุณ บูชาเปรตและภูตผี ผู้มีสัตตวคุณ หรือ คนดี บูชาเทพยดา ผู้มีคุณลักษณะฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้มีรชคุณ หรือชาวโลก ถืออารมณ์เป็นใหญ่ บูชายักษ์( วิญญาณผู้ปกป้องดูแลทรัพย์ )และรากษส(มารในโลกทิพย์และยักษ์ร้ายผู้มีพลังอำนาจ) ผู้มีตมคุณ หรือ คนโง่ ไร้ปัญญา บูชาเปรต (วิญญาณของคนตาย) และภูตผีปีศาจ มนุษย์แต่ละประเภทนี้ แสดงธรรมชาติแท้จริงของตนอย่างไม่อาจเลี่ยง ทำให้รู้ได้ว่าเขาเป็นคนประเภทใดและจิตฝักใฝ่ไปทางใด ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนมี”ศาสนา”หรือไม่ ไม่ใช่ดูที่การบูชาตามพิธีกรรม แต่ต้องดูธรรมชาตินิสัยของเขา ไม่มีมนุษย์คนใด“บริสุทธิ์” สมบูรณ์พร้อม สัตตวคุณ รชคุณ และตมคุณ จะปรากฏในโอกาสต่างๆกัน แต่คุณใดคุณหนึ่งจะเด่นชัดในชีวิตของเขา ซึ่งจะบอกได้ว่าจิตวิญญาณของเขาวิวัฒน์ไปถึงท่านขั้นใด
  • “ในขณะดื่มกินนั้น จงกลับกลายเป็นรสชาติแห่งอาหารหรือเครื่องดื่ม แลบรรลุถึงความเต็มเปี่ยม” คัมภีร์แห่งความเร้นลับ/ ( the book of the secrets ) ว่าด้วยการทำสมาธิ 112 วิธีของพระศิวะ ในขณะดื่มกินนั้น จงกลับกลายเป็นรสชาติแห่งอาหารเครื่องดื่ม แลบรรลุถึงความเต็มเปี่ยม พวกเรารับประทานสิ่งต่างๆไม่หยุดหย่อน เราอยู่ไม่ได้หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ทว่าเราบริโภคสิ่งเหล่านี้โดยไร้สติเป็นอัตโนมัติเสมือนหุ่นยนต์ไม่ผิดเพี้ยน หากการสัมผัสรู้รสจืดจางเสียแล้ว เธอก็เพียงแค่รับประทานไปลวกๆให้อิ่มท้อง จงไปช้าๆ และตระหนักถึงรสชาติ เธอจะตระหนักได้ก็ต่อเมื่อเธอค่อยๆไปช้าๆ อย่ามุ่งแต่กลืนกินสิ่งต่างๆ ลงคอถ่ายเดียว ค่อยๆลิ้มลองรสชาติไปโดยไม่เร่งร้อนและกลับกลายเป็นรสชาตินั้น ยามเธอรู้สึกถึงความหอมหวาน จงกลับกลายเป็นคำหอมหวน และแล้วมันจะสามารถรู้สึกไปได้ทั่วร่างกายทีเดียว ไม่เฉพาะในปาก ไม่เฉพาะบนแผ่นลิ้นมัน สามารถรู้สึกไปได้ตลอดร่างกาย ความหอมหวานบางอย่างกำลังแผ่ลามไปเป็นละลอก หรือสิ่งอื่นใดก็ตามแต่ ไม่ว่าเธอกำลังรับประทานสิ่งใด จงรู้สึกถึงรสชาติและกลับกลายเป็นรสชาตินั้น